Get Adobe Flash player

LINKS

www.ppoomm.v

http://www.catholicmission.org.au/http://www.missionsocieties.ca/www.pms-phil.orgwww.missio.org.mthttp://www.obrasmisionalespontificias.es/คณะธรรมทูตไทย

สถิติการเยี่ยมชม

11207686
Today
Yesterday
This Week
This Month
All days
2965
4160
16903
121676
11207686
Your IP: 3.229.142.91
2021-10-20 16:21

วันที่ 26 ตุลาคม 2019
วันเสาร์ สัปดาห์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา
รม 8:1-11  สดด 24:1-4กข,5-6  ลก 13:1-9
    คำสอนของพระเยซูเจ้าในพระวรสารวันนี้ เริ่มด้วยเรื่องราวที่มีบางคนเข้ามาทูลพระเยซูเจ้าถึงเรื่องชาวกาลิลี    ซึ่งถูกปีลาตสั่งประหารชีวิตในขณะที่เขากำลังถวายเครื่องบูชาในพระวิหาร อันนำมาซึ่งความอับอายและขุ่นเคืองใจ อย่างไรก็ตาม ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเพราะเหตุใดประชาชนเหล่านั้นจึงเข้ามาทูลพระเยซูเจ้าในเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะว่า พระองค์ทรงเป็นชาวกาลิลี และพวกเขาต้องการเตือนพระองค์ให้ระวัง หรือไม่พวกเขาก็อาจต้องการคุกคามพระองค์ เพราะหากพวกเขารายงานเรื่องราวของพระองค์ ทหารของปีลาตอาจมาจับกุมพระองค์ และถูกประหารชีวิตเช่นเดียวกัน หรือพวกเขาเพียงแค่ต้องการซุบซิบเกี่ยวกับเรื่องร้ายๆ ที่ผู้อื่นกำลังประสบ

ดังเช่น ในเพลงสดุดีก็มีกล่าวไว้ว่า คนที่รู้สึกยินดีมีความสุขกับความทุกข์ยากของผู้อื่นนั้น ช่างน่าละอายแก่ใจ ทว่า พระองค์ไม่ทรงให้ความเห็นใดๆ กับเหตุการณ์นี้ แต่พระองค์ทรงให้บทสอนที่เป็นแง่คิดจากทัศนคติของผู้ที่มารายงานเรื่องร้ายนี้ว่า ผู้ใดที่ได้รับความทุกข์ยาก ความเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ หรือต้องประสบกับเรื่องเลวร้ายต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาถูกลงโทษจากพระเจ้าเนื่องจากทำบาป แต่ทุกคนต้องพิจารณาไตร่ตรองถึงบาปของตนว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย และต้องพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยความสำนึกถึงบาปอย่างจริงใจ แท้จริงแล้ว ไม่มีใครสามารถตัดสินด้วยการคัดแยก ดี-เลว ได้ เพราะมีแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ความเป็นจริงในหัวใจของเรา

    หลายเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ ทำให้เราเข้าใจภาพลักษณ์ของพระเจ้าว่า พระองค์ทรงใช้ความรุนแรงในการลงโทษผู้ที่ได้กระทำบาปหนัก ซึ่งไม่เหมือนกับภาพลักษณ์ของพระบิดาเจ้า โดยทางพระเยซูเจ้า ซึ่งแน่นอนว่า พระเจ้าไม่ทรงแก้แค้นคนบาปทั้งหลาย แต่เป็นพระเจ้าผู้ทรงทนรอคอยด้วยความหวัง ทรงให้เวลาและโอกาสที่จำเป็นในการกลับใจเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยมนุษย์จักเข้าใจถึงความรักซึ่งจะนำผลแห่งความเป็นพี่น้องและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

    ต่อมา พระองค์ทรงเล่าเรื่องอุปมาว่า มีชายผู้หนึ่งปลูกต้นมะเดื่อเทศต้นหนึ่งในสวนองุ่นของตน เขามามองหาผลที่ต้นนั้น แต่ไม่พบ จึงพูดกับคนสวนว่า สามปีแล้วที่มองหาผลจากมะเดื่อเทศต้นนี้แต่ไม่พบ จงโค่นมัน เสียที่เปล่าๆ แต่คนสวนตอบว่า ปล่อยมันไว้อีกสักปีหนึ่ง จะพรวนดินรอบต้น ใส่ปุ๋ย ถ้าปีหน้าไม่ออกผลจะโค่นทิ้งเสีย ทั้งนี้ พระเยซูเจ้าไม่ทรงสรุปเรื่องอุปมานี้ แต่ดูเหมือนว่า พระองค์ทรงมีนัยยะเกี่ยวกับการเปิดทางให้กับความหวัง ถ้าเราลองไตร่ตรองเกี่ยวกับภาพของต้นมะเดื่อเทศ เป็นเหมือนช่วงเวลาในชีวิตของเรา โอกาสที่จะรับพระหรรษทาน และเกิดผล คือสันติสุข ความชื่นชมยินดี ความยุติธรรม และความรักในตัวเรา ในชีวิตของเรา ทุกอย่างเป็นพระพรจากพระเจ้า ส่วนอีกฝากหนึ่ง คือ ภาพของคนสวน ซึ่งทำให้เราต้องพยายามอธิษฐานภาวนาวอนขอ และพยายามที่จะทำให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้ากลับใจ ในฐานะที่เป็นสมาชิกของพระศาสนจักร เรามีหน้าที่สองประการ คือ ประการแรก เราต้องกลับใจเปลี่ยนแปลงตัวของเราเองเสมอ นำโดยพระวาจาของพระเจ้า และพระจิตเจ้าองค์แห่งความรัก และประการที่สอง คือ พันธกิจการกลับใจของ  ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ซึ่งเต็มไปด้วยความเมตตาและทนรอคอยประชากรของพระองค์ด้วยความหวัง ต้องการให้เราทุกคนได้รับความรอดพ้น และไม่ถูกลงโทษ แนวคิดนี้นำทางเราไปสู่พันธกิจของธรรมทูต ด้วยการนำความรอดพ้นมาสู่มวลมนุษย์ทั้งหลาย

 

>>>>DOWNLOAD<<<<

ดาวน์โหลดกฤษฎีกาฯ2015

ดาวน์โหลดกฤษฎีกาสมัชชาใหญ่ ของพระศาสนจักรคาทอลิก ในประเทศไทย คริสตศักราช 2015

150 ปี เปาลีน จารีโค

150 ปี มารีย์ เปาลีน จารีโค

ยุวธรรมทูต BKK

ยุวธรรมทูต BKK

page ยุวธรรมทูตกรุงเทพฯ

page ยุวธรรมทูตสังฆมณฑลอุดรธานี

page แผนกงานธรรมทูตฯจันทบุรี

page ธรรมทูตอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง

page ยุวธรรมทูตสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี

page ธรรมทูตนิรมล จันทบุรี